Headlines

ตอบคำถามยางแปรรูป มุมมองที่ต่างกันของชาวสวนและคนอุตสาหกรรม

ความมั่นใจจากรายงาน องค์การยางธรรมชาติศึกษาระหว่างประเทศ

ว่ากันด้วยตัวท่าน ทางรอดเกษตรกรยางพารา สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ตอนที่ 2

ว่ากันด้วยตัวเลข ทางรอดเกษตรกรยางพารา สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ตอนที่ 1

ตอบคำถามยางแปรรูป มุมมองที่ต่างกันของชาวสวนและคนอุตสาหกรรม

Posted in: ตอบคำถามยางพารา, บทความเกี่ยวกับยางพารา | Comments (0)

ตอบคำถาม: การแปรรูปยางนั้นทำยังไงได้บ้าง นอกจากทำเป็นยางแผ่น แล้วตลาดยางแปรรูปมีที่ไหนบ้าง?

เมื่อวานได้รับจดหมายจากรุ่นน้องลาดกระบังว่า อ่านบทความเกี่ยวกับยางพาราเรื่อง “ทางรอดเกษตรกรยางพารา สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง”

ตอนที่ 1: http://rubberplantation.net/?p=413

และตอนที่ 2: http://rubberplantation.net/?p=416

แล้วเกิดคำถามเพิ่มเติมว่า การแปรรูปยางนั้นทำยังไงได้บ้าง นอกจากทำเป็นยางแผ่น แล้วตลาดยางแปรรูปมีที่ไหนบ้าง?

ข้อนี้ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันอยู่นิดหน่อยครับ เริ่มจากมุมของชาวสวนยางก่อน คือปกติชาวสวนยางเมื่อกรีดยางแล้วจะขายยางนั้นใน 2 รูปแบบใหญ่ๆคือ

แบบที่ 1 ขายในแบบน้ำยางสด คือรองใส่ถังแล้วขายทั้งที่เป็นน้ำยางดิบอย่างนั้นเลย จากนั้นน้ำน้ำยางดิบจะถูกนำไปตรวจวัดค่า เปอร์เซ็นต์ยาง หรือ Dried Rubber Content ถ้าสวนในยางดีมีคุณภาพ น้ำยางข้น ได้เปอร์เซ้นต์ยางสูงก็ขายได้ราคาดี ถ้าสวนไหนน้ำยางเจือจาง มีเปอร์เซ็นต์ยางต่ำก็แน่นอน ว่าขายได้ราคาต่ำกว่า น้ำยางดิบนี้จะถูกนำไปทำเป็นน้ำยางข้น โดยการปั่นแยกส่วนที่เป็นน้ำ กับเนื้อยาง เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งเพราะขนน้ำยางข้นนั้นแน่นอนว่าคุ้มกว่าโดยเฉพาะกรณีการส่งออกไปขายยังต่างประเทศ

แบบที่ 2 คือขายในรูปแบบยางแผ่น คือเกษตรกรนำน้ำยางของตัวเองไปทำเป็นยางแผ่น ซึ่งจำแนกออกตามคุณภาพของยางเป็นเกรด 1 – 4 จำแนกตามคุณภาพของยางแผ่นเช่นความสะอาด ฟองอากาศ ความชื้น ขนาด ความหนา น้ำหนักของแผ่นยาง ซึ่งแต่ละเกรดก็จะขายได้ในราคาต่างกันครับ

ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบกิจกรรมของเกษตรกรสวนยางพาราซึ่งทั้งยางแผ่นและน้ำยางข้นที่ได้ยังจะถูกเรียกว่ายางดิบ เพราะนี่ยังอยู่ในรูปวัตถุดิบที่จะถูกนำไปแปรรูปต่อไป

หลังจากที่อ่านตัวอย่างข้างต้นที่กล่าวไปแล้ว คงจะทำให้ท่านผู้อ่านเริ่มมีภาพเค้าลางจากมุมของเกษตรกรแล้วนะครับ คราวนี้เราลองมาทำความเข้าใจคร่าวๆจากมุมของอุตสาหกรรมยางกันดู

การนำยางดิบไปแปรรูป ก็คือการที่เรานำยางดิบซึ่งยังเป็นยางที่ไม่คงรูป ถ้าฉีกกันจริงๆก็ขาด แถมนำมาบีบติดกันก็ต่อกันได้เองด้วย มาทำให้เป็นยางสุกหรือยางแปรรูปด้วยวิธีการต่างๆ

1 การแปรรูปน้ำยาง ที่เห็นได้ชัดเจนคือการนำน้ำยางไปทำเป็นถุงมือยาง โดยผ่านการขึ้นรูปโดยการนำแบบที่เป็นรูปมือคนไปจุ่มในน้ำยางที่ได้ปรับเตรียมตามสูตรให้เหมาะสมแล้ว แล้วน้ำไปอบแห้งเพื่อให้นำยางดิบเปลี่ยนเป็นยางสุก คงรูปและยืดหยุ่นเหมือนถุงมือยางที่เราเห็นกันทั่วไป

2 การแปรรูปยางแผ่น สำหรับยางแผ่นนั้นเป็นวัตถุดิบที่จะถูกนำไปใช้ตามกระบวนการต่างๆแล้วขึ้นรูปจนออกมาเป็นผลิตภัฑณ์ยางแปรรูปมากมายหลายรูปแบบ เอาที่เราคุ้นเคยที่สุดก็คือยางรถยนต์ที่นำยางแผ่นที่ยังดิบมาผสมกับสารเติมแต่งอื่นๆเช่นคาร์บอนแบล็อคเพื่อเพิ่มแรง UV Stabilizerเพื่อยืดอายุการใช้งาน และแน่นอน Crosslinking agent สำหรับการขึ้นรูป จากนั้นเสริมใยเหล็กปะโน่น แปะนี่จนเราพอใจว่าได้รูปยางที่เป็นวงกลมแล้ว มาถึงจุดนี้เราจะเอาล้อยางนี้ไปวิ่งบนท้องถนนไม่ได้ครับ เพราะแน่นอนว่าไปได้ไม่ไกลแน่ ยางดิบของท่านจะไหลติดพื้นถนนไม่เหลืออะไรไว้ปกปิดขอบล้อรถยนต์ท่านเป็นแน่ ฉะนั้นยางเส้นนี้จะต้องผ่านการให้ความร้อน(Crosslink) เพื่อทำให้ยางเส้นนี้คงรูป มีความยืดหยุ่น และเพิ่มความแข็งแรงและการนำยางแผ่นมาทำให้เป็นยางรถยนต์ที่เราใช้กันตามท้องถนนนี่คือการแปรรูปยางครับ แน่นอนว่ายุ่งยาก แต่นี่เป็นการทำให้ยางแผ่นมีมูลค่าเพิ่มอย่างมากมายมหาศาล

เพราะรู้ว่ามันยากอย่างนี้ผมจึงเสียดายทุกที ที่เห็นคนมีตังหรือคนมีความรู้ความสามารถไปกว้านซื้อที่ร้อยพันไร่เพื่อปลูกยางแข่งกับเกษตรกร แล้วโยนความยาก+กำไรก้อนโตไปให้โรงงานยางรถยนต์ และโรงงานแปรรูปอื่นๆในต่างประเทศ

กลับมาที่คำถามของน้อง สรุปว่ายางแผ่นนั้นยังเป็นยางดิบอยู่นะครับ ไม่ใช่ยางแปรรูป เพราะยางแปรรูปนั้นคือยางที่ได้รับการแปรรูปจนเป็นผลิตภัฑณ์จากยางพาราที่เราใช้กันมากมายในชีวิตประจำวันครับ

คำถามของน้องที่ส่งมายังไม่จบครับ แต่ตอนนี้ผมตอบเองก็ชักจะมึนๆ งงๆแล้วเพราะนี่มัน 6โมงเช้าเข้าให้แล้ว เอาไว้พรุ้งนี้จะพยายามมาตอบส่วนที่เหลือนะครับ สวัสดีครับ

อาคม ดาวประทีป (เขียน)

P.S. ถ้ามีคำถามสงสัยก็ส่งมาถามได้ทั้งในหน้า fan page ของ facebook

http://www.facebook.com/pages/Rubber-News-khaw-yangphara/134585346573534

หรือ arkomd@googlemail.com ครับ

Arkom @ September 2, 2010

ความมั่นใจจากรายงาน องค์การยางธรรมชาติศึกษาระหว่างประเทศ

Posted in: Rubber News-ข่าวยางพารา, บทความเกี่ยวกับยางพารา | Comments (0)

บทความเกี่ยวกับยางพารา: ความมั่นใจจากรายงาน องค์การยางธรรมชาติศึกษาระหว่างประเทศ

อ่านรายงานของ องค์การยางธรรมชาติศึกษาระหว่างประเทศ (International Rubber Study Group) หรือ IRSG เกี่ยวกับการคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนยางอย่างหนักในอนาคต เริ่มจากปี 2553 นี้ ทั่วโลกมีความต้องการใช้ยาง 10.5 ล้านตัน ขณะที่กำลังการผลิตยางธรรมชาติทั่วโลกมี 10.42 ล้านตัน และคาดว่าความต้องการใช้ยางธรรมชาติของโลกจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนเมื่อถึงปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ความต้องการยางธรรมชาติทั่วโลกจะสูงถึง 14.35 ล้านตัน ขณะที่สามารถผลิตได้ 12.40 ล้านตันเท่านั้น นี่เป็นตัวเลขที่เปิดเผยโดยนายขุนศรี ทองย้อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธุรกิจยางพารา เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ซึ่งแตกต่างจากตัวเลขที่ผมไปอ่านจากต้นฉบับ www.rubberstudy.com อยู่นิดหน่อยคือ

กำลังการผลิตยางธรรมชาติของโลกในปี 2553 มี 10.2 ล้านตันเท่านั้น ไม่ใช่ 10.42 ล้านตัน แต่ก็ไม่แตกต่างอะไรมาก เรายังสรุปง่ายได้ว่าจะมีความต้องการใช้ยางมากขึ้นและโลกยังต้องการสวนยางมากว่านี้ไปอีกอย่างน้อยก็ 10 ปีข้างหน้า


นอกจากนี้ยังมีการรายงานอีกด้วยว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมามีการใช้ยางทั่วโลก 22.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.2% จากปี 2552 ขณะที่ กำลังการผลิตยางก็เพิ่มจากเดิม 5.1% เป็น 22.7 ล้านตัน.

เนื่องจาก IRSG ถือเป็นองค์การระดับประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ ก็ทำให้ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยครั้งนี้ สามารถคลายความวิตกกังวลต่างๆ ของพี่น้องเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง และสำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่กำลังจดๆจ้องๆอยากจะมีสวนยางซักผืน ก็คงมีความมั่นใจมากขึ้นว่ายางที่ปลูกมายังมีทีท่าว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอยู่


แต่สิ่งหนึ่งที่ขอเตือนสติว่าห้ามลืมก็คือ ใช่ว่าเห็นยางขายได้ราคาในขณะนี้ก็เริ่งกรีดเร่งขายจนต้นยางเสียหายในระยะยาว หรือผู้ปลูกใหม่ที่เห็นว่ายางพารายังมีอนาคตสดใสก็ปลูกดะ ซะจนไม่ได้ดูตาม้า หรือตาเรือ หมายถึงปลูกทั้งๆที่ดินผืนนั้นเหมาะต่อการปลูกพืชชนิตอื่นมากกว่า ปลูกทั้งๆที่ไม่รู้และได้ศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนซะก่อนว่าการปลูกยางให้ดีและมีคุณภาพนั้นต้องทำอย่างไร ต้นยางนั้นถึงจะปลูกและดูแลรักษาไม่ยากนัก แต่ก็ยังต้องการสภาวะอากาศ น้ำ และดินที่เหมาะสมครับ ใช่ว่าดินของท่านจะต้องคำสาปเสียจนไม่มีโอกาศได้ปลูกยางกับคนอื่นเขา แต่ควรศึกษาให้ดีก่อนว่าหากดินเป็นแบบนี้แล้ว จะปรับปรุงดินอย่างไรให้เหมาะสมต่อการปลูกยางเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว หากฝนไม่ตกจะทำอย่างไรให้มีน้ำสำหรับต้นยาง หรือหากฝนตกมากหรือน้ำท่วม จะระบายน้ำออกจากสวนทันก่อนรากยางจะเน่าได้อย่างไรเป็นต้นนะครับ

อาคม ดาวประทีป (เขียน)

อ้างอิง www.rubberstudy.com

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 24 สิงหาคม 2553


Arkom @ August 27, 2010

ว่ากันด้วยตัวท่าน ทางรอดเกษตรกรยางพารา สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ตอนที่ 2

Posted in: บทความเกี่ยวกับยางพารา | Comments (0)

บทความเกี่ยวกับยางพารา:

ว่ากันด้วยตัวท่าน ทางรอดเกษตรกรยางพารา สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ตอนที่ 2

ผมยกตัวเลขมากมายที่เป็นทั้งตัวเลขจริงและการคาดการณ์ที่อาจจะเกินจริงมานำเสนอก็เพื่อจะกระตุกต่อมระมัดระวัง และเตือนกันเสียแต่ตอนนี้

สำหรับเกษตรกรรายย่อย ท่านก็ควรจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เก็บเงินเก็บทองไว้สำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองและครอบครัวตั้งแต่ในวันที่ยังมีเงินให้เก็บ ท่านอาจมองหาอาชีพที่จะสร้างรายได้เสริมเช่นการเลี้ยงสัตว์ฝนโรงเรือนเพราะใช้พื้นที่ไม่มากเมื่อเทียบกับที่ๆใช้ปลูกสวนยาง การเลี้ยงปลาในบ่อน้ำ เพื่อท่านจะมีปลาไว้ขาย และจะมีน้ำจากธรรมชาติไว้ใช้ในการทำยางแผ่น รวมถึงช่วยบรรเทาภัยแล้งในยามที่ฝนขาดช่วง และจะรวมถึงการส่งศรีภรรยาไปอบรมย์วิชาชีพสำหรับการประกอบอาชีพเสริมในครัวเรือนอื่นๆก็ได้นะครับ

สำหรับกลุ่มเกษตรกร การรวมกลุ่มเพื่อตั้งสหกรณ์ยางพารา จะช่วยเพิ่มกำไรและลดการโดนเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงหันมาสนใจการแปรรูปยางพาราก่อนขายมากขึ้น เช่นรวมกันซื้อเครื่องผลิตน้ำยางข้นแทนการขายน้ำยางสด การผสมยางขายในลักษณะยางคอมปาว์ดด้วยการผสมยางกับสารเติมแต่งต่างๆ แทนการขายยางแผ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำได้ยากสำหรับเกษตรกรเพียงคนเดียว แต่เป็นไปได้แน่สำหรับกลุ่มสหกรณ์ ก็จะช่วยสร้างผลกำไรให้กับเกษตรกรมากขึ้นได้ครับ

สำหรับนักลงทุน หรือผู้มีความรู้ความสามารถ ผมอยากเห็นท่านหันมาเปิดโรงงานแปรรูปยางพารา ให้เป็นผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และส่งออกไปขายต่างประเทศมากกว่าให้ท่านมากว้านซื้อที่ดินจากชาวนาแล้วปลูกยางเป็นพันเป็นหมื่นไร่แข่งกับพี่น้องเกษตรกรนะครับ

และหากทุกส่วนทำหน้าที่ในส่วนที่ตนเองจะทำได้แล้ว ประกอบกับส่วนของราชการ รัฐบาลที่ผมมิบังอาจจะแนะนำว่าท่านควรทำอะไรบ้าง^_^ ก็จะทำให้ราคายางผันผวนน้อยลง เกษตรกรมีความมั่นคงมากขึ้นในระยะยาวครับ

อาคม ดาวประทีป (เขียน)

Arkom @ August 22, 2010

ว่ากันด้วยตัวเลข ทางรอดเกษตรกรยางพารา สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ตอนที่ 1

Posted in: บทความเกี่ยวกับยางพารา | Comments (0)

บทความเกี่ยวกับยางพารา:

ว่ากันด้วยตัวเลข ทางรอดเกษตรกรยางพารา สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ตอนที่ 1

กับยางพาราที่สร้างร้ายได้เป็นกอบเป็นกำให้เหล่าเกษตรกรไทยในขณะนี้ เรามักจะได้เห็นตัวเลขต่างๆที่หน้ายินดีออกจากปากผู้เกี่ยวข้องกับวงการยางพาราไทยเป็นระยะนะครับ

ไม่ว่าจะเป็นรายได้ 4 แสนล้านบาท/ปี ที่ได้จากการส่งออกยางพาราไทย

หรือตัวเลข 1 ล้าน 6 แสนครับเรือนไทย ที่มีสามารถสร้างรายได้จากยางพาราในปัจจุบัน

หรือ 12 ล้านตัน คือตัวเลขความต้องการยางพาราของโลกในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากการพื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึง 3 ล้านตัน คือตัวเลขความต้องการยางพาราที่ยังขาดอยู่ ละเป็นโอกาสสำหรับผู้ปลูกยางพาราไทยอันเนื่องมาจากกำลังการผลิตยางพาราของโลกในขณะนี้มีเพียง 9 ล้านตัน

และแน่นอน 1 คืออันดับโลกสำหรับไทยในการเป็นผู้ผลิตยางพารา ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 3 ล้าน 4 แสนตันต่อปี

รวมไปถึงข่ายการขยายตัวของธุรกิจยานยนต์ในจีนและอินเดีย ที่ช่วยเพิ่มความต้องการใช้ยางพาราให้เราได้ปลื้มกันเป็นระยะๆ และข่าวการปรับราคาขึ้นของน้ำมัน สารเคมี พลาสติก รวมถึงยางสังเคราะห์ ที่ช่วยให้ยางธรรมชาติได้รับความสนใจมากขึ้น จนคนไทยตั้งแต่ระดับเกษตรกรตัวเล็กๆ ไปจนถึงนักการเมืองหันมาปลูกยางตามกระแสกันพรึบพรับ

ท่านผู้อ่านครับความต้องการยางพาราเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพราะเศรษฐกิจของโลก ขึ้นชื่อว่าเศรษกิจแล้วมันมีขึ้นมีลงแน่นอนครับ ราคายางพาราสูงเกือบ 110 บาท/กก. ในปีนี้ก็เพราะเศรษกิจโลกฟื้นตัว ราคายางเคยแตะ 30 บาท/กก. ในปี 2551-2552 ก็เพราะเศรษกิจโลกชลอตัว ต่างกัน 80 บาทเลยนะครับ หรือจะขึ้น จะลง กันแบบไม่มีความเกรงใจกันเลยทีเดียว จาก 110 ถ้าลดลงเหลือ 30 นี่คือลดลงประมาณ 70% ครับ

สำหรับเจ้าของสวนรายใหญ่ๆนั้นไม่เป็นไรหรอกครับ หากจะมีรายได้จากยางพารา 1 ล้านบาท/เดือน แล้วต้องลดเหลือ 3 แสนบาท/เดือน แต่สำหรับพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ของตัวเลข 1 ล้าน 6 แสนครัวเลือนและจะมากกว่านี้ทันทีเมื่อโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราของรัฐบาลบรรลุเป้าหมาย ที่ส่วนใหญ่จะมีสวนยางขนาด 5-15 ไร่ และมีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 15000-30000 บาท หากทำกันไม่ดีแล้วราคายางหล่นฮวบ รายได้ที่เคยมีลดลงเหลือ 4500 – 9000 บาท/เดือนนี่ไม่รู้จะอยู่กันยังไงนะครับ เกรงว่าจะไม่พ้นการทิ้งสวนยางแล้วออกไปหางานโรงงานตามเมืองใหญ่ๆทำ และตามด้วยปัญหาครอบครัวขาดความอบอุ่น คนตกงาน อาชญากรรม และอื่นๆอีกมากมายนะครับ เพราะที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกยางพาราสำเร็จรูปของไทยมันแค่ 13 % เท่านั้น ส่วนอีก 67% น่ะยางดิบครับ

อาคม ดาวประทีป (เขียน)

Arkom @ August 22, 2010

จับตาอนาคตราคายาง

Posted in: บทความเกี่ยวกับยางพารา | Comments (0)

บทความเกี่ยวกับยางพารา: จับตาอนาคตราคายาง

ขณะนี้เริ่มมีความกังวลในหมู่เกษตรกรว่าราคายางจะตกลงหรือไม่ เนื่องจากยางใหม่ที่ปลูกในภาคอีสาน จากโครงการสนับสนุนการปลูกยางในพื้นที่ใหม่ภาคเหนือและอีสาน กำลังจะสามารถเริ่มกรีดได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทย หันมาปลูกยางพารากันมากขึ้น ทั้งลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงอินโดนีเซีย ประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับ 2 ของโลกก็ต่างเพิ่มการปลูกยางพาราในประเทศของตน

ผลจากการศึกษาและข้อมูลงานวิจัยที่มีชื่อย้าว ยาว เรื่อง “กลไกและรูปแบบการจัดการโซ่อุปทานและกระบวนการจัดการธุรกิจในโซ่อุปทานที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ที่ท่าน ผศ.ดร.กฤตพา แสนชัยธร รองคณดีบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ข้อมูลไว้ว่า

ราคายางพาราจะยังไม่ตกต่ำลงในเวลาอันใกล้ หรืออย่างน้อยก็ในอีก 2 ปี เพราะถึงไหนและอินโดนีเซียจะมีการปลูกและส่งออกมากขึ้น แต่ประเทศผู้ผลิตยางพาราอันดับ 3 ของโลกอย่างมาเลเซียนั้นได้งดปลูกยางพาราแล้วโดยหันไปปลูกปาล์มแทนเพราะเกิดปัญหาเรื่องโรคระบาดของยางพารา แม้จะมีประเทศผู้ปลูกยางพารารายใหม่เพิ่มเข้ามาคือ แต่หากดูจากอุปสงค์และอุปทานนั้นก็ยังพบว่าความต้องการใช้ยางพาราในกระบวนการผลิตยังสูงอยู่

โดยดูจากประเทศที่มีการนำเข้ายางพารามากที่สุดคือ จีน รองลงมาคือสหรัฐและญี่ปุ่น ต่างมีความต้องการใช้ยางพารามากขึ้น เนื่องจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้พื้นตัวและเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการของประเทศจีน ที่ปัจจุบันเป็นฐานการผลิตสินค้าจำพวกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ซึ่งต้องการยางพาราเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต แสดงให้เห็นว่ายางพารายัง มีโอกาสทางการตลาดที่ดี

โดย ผศ.ดร.กฤตพา แนะว่า ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการด้านการตลาด การจัดการ การส่งออกและกิจกรรมอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายผลผลิตจากสวนยางพารา ผ่านกระบวนการแปรรูปจนเป็นสินค้าส่งถึงมือผู้ใช้ในบั้นปลายให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาศทางธุรกิจยางพาราของประเทศ

ที่มา: หนังสือพิมพ์  คม ชัด ลึก วันที่ 19 สิงหาคม 2553

อาคม ดาวประทีป (เขียน)

Arkom @ August 20, 2010

สวนยางพาราภาคอีสาน จากยุคบุกเบิกสู่ยุครุ่งเรือง หนทางยังยาวไกล?

Posted in: บทความเกี่ยวกับยางพารา | Comments (0)

บทความเกี่ยวกับยางพารา: สวนยางพาราภาคอีสาน จากยุคบุกเบิกสู่ยุครุ่งเรือง หนทางยังยาวไกล?

ในพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีการปลูกยางเป็นอันดับสองของประเทศรองจากภาคใต้นั้น เกษตรกรเริ่มทำสวนยางกันมาตั้งแต่ยุดแรกๆที่รัฐบาลเข้าไปส่งเสริมการปลูกยางพาราทดแทนการปลูกมันสำประหลังและอ้อยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 การปลูกยางพาราทำให้ความเป็นอยู่ของเกษตรกร ที่มีสวนยางพาราขนาด 7 ไร่ขึ้นไปดีขึ้น เพราะยางพาราสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องเดือนละสองครั้ง ทนต่อความแห้งแล้ง และเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ผลผลิตในระยะยาวได้เป็นอย่างดี ที่กล่าวว่าสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกสวนยางพาราขนาด 7 ไร่ขึ้นไปนั้น ก็เพราะถือเป็นจุดคุ้มทุน หากปลูกน้อยกว่านี้อาจจะไม่คุ้มทุนนัก เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลและการลงทุนค่อนข้างสูง หากปลูกน้อยไปนั้นรายได้ที่ได้จะไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการปลูกและดูแลจนอายุของต้นยางครบกำหนดปลูกซึ่งใช้เวลา 6-7 ปี

รวมถึงราคายางพาราที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบันจนทำให้มีคนสนใจหันมาทำสวนยางกันมากขึ้น นอกจากภาคใต้ที่มีการทำสวนยางและธุรกิจเกี่ยวกับยางแบบครบวงจรกันอยู่แล้ว พื้นที่ภาคอีสานก็ได้รับความนิยมในการทำสวนยางเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะ ราคาที่ดินที่ถูกกว่าภาคใต้ หรือเกษตรกรในภาคอีสานที่มีที่ดินอยู่แล้วและปลูกพืชชนิดอื่นมาก่อนหันมาปลูกยางในที่ของตัวเองทดแทน  และยางพาราในโครงการยาง 1 ล้านไร่ที่จะสามารถกรีดเพื่อส่งขายได้ในอีก 2 ปี รวมถึงโครงการสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่ปลูกยางพาราของรัฐเฟส 3 ในภาคอีสานจำนวน 500,000 ไร่ ที่ผ่านมสติคณะรัฐมนตรีไปแล้วในวันที่ 6 กรกฏาคม 2553 ก็ทำให้ดูเหมือนว่านี่จะเป็นช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองของยางพาราในภาคอีสานได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ความจริงเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมด เพราะทุกวันนี้ยังไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ ไม่มีการส่งเสริมด้านการตลาดเพียงพอ ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองน้อย และถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ ยกตัวอย่างเช่นการซื้อขายส่วนใหญ่เป็นระบบประมูล ทำให้ยางพาราที่แม้จะมีคุณภาพดี(เกรด 1 หรือ เกรด 2) เวลาประมูลขายก็มักจะถูกนำไปรวมกับยางเกรด 3 ซึ่งราคาถูกกว่า

หากในอนาคตมีการส่งเสริมด้านการตลาดและมีการตั้งโรงงานแปรรูปและรับซื้อยางในพื้นที่ภาคอีสานมากขึ้นอาจจะทำให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถจำหน่ายยางพาราคุณภาพดีได้ราคาเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้เกษตรกรในภาคอีสานยังกำลังประสบปัญหาเรื่องการขโมยยางแผ่น เพราะเกษตรกรอีสานส่วนใหญ่มีบ้านกับสวนยางอยู่ห่างกันเวลาทำยางแผ่นและตากเอาไว้ปรากฎว่ามีขโมยเข้ามาขโมยยางทำให้เกิดความสูญเสียและนอกจากยางพาราแผ่นที่ถูกขโมยแล้วขนาดยางก้อนถ้วยก็ยังถูกขโมยด้วย

หนทางสู่ความรุ่งเรืองของสวนยางภาคอีสาน ยังต้องการการดูแลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องครับ

ที่มา: หนังสือพิมพ์  คม ชัด ลึก วันที่ 19 สิงหาคม 2553

ขอขอบคุณ

ผศ.ดร.กฤตพา แสนชัยธร รองคณดีบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

อาคม ดาวประทีป (เขียน)

“บทความนี้เขียนโดยอาศัยข้อมูลจากข่าวที่อ่านมาจากคมชัดลึกอีกทีครับ แต่อยากขอบคุณท่านผศ.ดร.กฤตพา แสนชัยธร เป็นพิเศษ เพราะข้อมูลที่คมชัดลึก นำมาเขียนข่าว ทราบว่ากลุ่มวิจัยของท่าน ต้องตระเวนลงพื้นที่เก็บข้อมูลกับเกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคอีสานเลยทีเดียว”

Arkom @ August 19, 2010

ทำความรู้จักโรคใบจุดก้างปลา และคำแนะนำจากนักวิชาการเกษตร

Posted in: Rubber News-ข่าวยางพารา, บทความเกี่ยวกับยางพารา, บอกต่อ | Comments (0)

ข่าวยางพารา: ทำความรู้จักโรคใบจุดก้างปลา และคำแนะนำจากนักวิชาการเกษตร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เกิดปัญหาโรคใบจุดก้างปลาระบาดรุนแรงในสวนยางพาราพื้นที่ จ.ตราด และ จ.จันทบุรี  สร้างความเสียหายไม่น้อยกว่า 600 ไร่

โรคใบจุดก้างปลา

รายละเอียดของโรค

  • พบในต้นยางอายุ 2-6 ปี โดยเฉพาะยางพันธุ์ RRIC 110
  • ใบเป็นแผลมีสีน้ำตาลอ่อน ขอบแผลสีน้ำตาลเข้ม และมีวงสีเหลืองล้อมรอบรอยแผล
  • ถ้าเชื้อเข้าทำลายตรงเส้นใบจะมีสีน้ำตาลหรือดำลักษณะคล้ายก้างปลา
  • ถ้าเชื้อเข้าทำลายใบอ่อน ทำให้ใบอ่อนไหม้ แห้งเหี่ยว
  • สวนยางที่พบการระบาดรุนแรงใบ จะร่วงทั้งสวน และอาจเกิดอาการแห้งตายจากยอดได้

พื้นที่ที่มีการระบาดรุณแรง

  • อ.เขาสมิง อ.บ่อไร่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด และ อ.ขลุง จ.จันทบุรี

คำแนะนำจากนักวิชาการเกษตรชำนาญการ นางพเยาว์ ร่มรื่นสุขารมย์

  • เกษตรกรควรหมั่นตรวจใบยาง โดยเฉพาะยางปลูกใหม่ที่มีอายุระหว่าง 2-6 ปี ซึ่งเสี่ยงที่จะเกิดโรคใบจุดก้างปลาค่อนข้างสูง
  • หากเริ่มตรวจพบอาการโรคให้ควบคุมโรคโดยตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรครุนแรงออกจากแปลง แล้วเผาทำลายทิ้งเพื่อลดแหล่งเชื้อ
  • หรือใช้สารเคมี เช่น แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 2.5 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ คาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 1 กรัมต่อลิตร ฉีดพ่นห่างกัน 2 สัปดาห์ อย่างน้อย 2 ครั้ง
  • สำหรับต้นพันธุ์อ่อนแอที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี เกษตรกรอาจติดตาเปลี่ยนพันธุ์ที่โคนต้น โดยเลือกใช้พันธุ์ที่มีความต้านทานโรคใบจุดก้างปลา เช่น ยางพันธุ์ BPM 24
  • เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกที่จะปลูกสร้างสวนยางใหม่ หรือปลูกทดแทนควรใช้ยางพันธุ์อื่น เช่น BPM 24, RRIM 600, PB 235, RRIT 226, RRIT 251 ซึ่งทนต่อโรคระบาดได้ดีกว่า
  • โดยเฉพาะยางพันธุ์ BPM 24 ซึ่งนอกจากจะมีความต้านทานโรคใบจุดก้างปลาแล้ว ยังต้านทานโรคใบร่วงไฟทอปโทร่าด้วย แต่ยางพันธุ์นี้มีจุดอ่อน คือ จะเกิดอาการเปลือกแห้งได้ง่ายถ้ากรีดถี่หรือใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง

ที่มา หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ วันที่ 16 สิงหาคม 2553

อาคม ดาวประทีป (เรียบเรียง)

Arkom @ August 19, 2010

สถานการณ์ยุคทองไม้ยางพาราไทย

Posted in: Rubber News-ข่าวยางพารา | Comments (0)

ข่าวยางพารา: สถานการณ์ยุคทองไม้ยางพาราไทย

ยุคทองไม้ยางพาราไทย ส่งออกจีน-อินเดียกระฉูด ปีนี้ออร์เดอร์ค้างกว่า 5 หมื่นตู้ พ่อค้าแข่งเดือดกว้านซื้อวัตถุดิบ ดันราคาสูงเท่าตัว ระบุอีก 5 ปีข้างหน้าไม้ยางพาราอีสานโค่นขายได้แล้ว ผวาล้นตลาด เพราะปลูกเพิ่มปีละ 5 แสนไร่

นายสุทิน พรชัยสุรี นายกสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทยและประธานกลุ่มโรงเลื่อยโรงอบไม้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ไม้ยางพาราของไทยได้เข้าสู่ยุคทองต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว โดยในปี 2551 มีรายได้ประมาณ 9,000-10,000 ล้านบาท ในปี 2552 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 10,000-12,000 ล้านบาท และในปี 2553 มีแนวโน้มว่าจะทำรายได้มากถึง 14,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นประมาณ 20%

ตลาดรับซื้อใหญ่คือประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมามีออร์เดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการส่งมอบสินค้าไม่ทัน จึงมีออร์เดอร์ค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ในส่วนของโรงงานของตนมีออร์เดอร์ค้างในปีนี้ถึง 300 ตู้ และยังมียอดคงค้างโดยรวมอีกประมาณ 50,000 ตู้

อย่างไรก็ตามการพึ่งพิงเฉพาะตลาดจีนก็มีความเสี่ยงทางธุรกิจ ทางสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทยได้พยายามที่จะลดความเสี่ยงโดยการหาตลาดใหม่รองรับไว้คือประเทศอินเดียซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก เพราะหากตลาดจีนเกิดปัญหาไม่ซื้อไม้ยางพาราจากไทยก็จะไม่มีผลกระทบ

นอกจากนี้การเปิดตลาดอินเดียยังสามารถที่จะรองรับผลผลิตไม้ยางพาราที่จะออกมาจากภาคอีสานในอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะขณะนี้แต่ละปีทางภาคอีสานปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นประมาณ 500,000 ไร่ และมีพื้นที่ปลูกยางมาแล้วกว่า 10 ปี ซึ่งจะไม่เกิดปัญหาไม้ยางล้นตลาดและกระทบต่อราคาไม้ยางในอนาคต

นายสุทินกล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการโค่นไม้ยางพาราปีละประมาณ 300,000-350,000 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำการส่งออก 2 ล้านลูกบาศก์เมตร และใช้ภายในประเทศ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ขณะนี้ยอดภายในประเทศลดลงเหลือประมาณ 800,000 ลูกบาศก์เมตร

“โรงงานอุตสาหกรรมไม้แข่งขันกันซื้อวัตถุดิบโดยไม่เกี่ยงราคา ขอให้มีวัตถุดิบก็แล้วกัน ทำให้ราคาไม้ยางพาราพุ่งขึ้นเท่าตัว ขณะนี้ไม้ยางพาราบางลักษณะ ขนาด 70 ต้น/ไร่ ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 100,000-150,000 บาท/ไร่ แต่ไม้บางลักษณะก็อยู่ในระดับต่ำสุดแล้วอยู่ที่ 40,000-50,000 บาท/ไร่”

นายสุทินกล่าวด้วยว่า ไม้ยางพารายังมีแนวโน้มที่ดีอีกหลายปี แต่โรงงานอุตสาหกรรมก็ยังมีกำไรน้อย เพราะการแข่งขันกันเองสูงมาก ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมไม้ยางพาราทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ประมาณ 500 แห่ง โดยโรงงานส่วนใหญ่ประมาณ 80% ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้

ที่มา  :  หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 19 สิงหาคม 2553

อาคม ดาวประทีป

“ปกติ ข่าวนอกต้องแปล ส่วนข่าวในไทยต้องเรียบเรียง เพราะหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เขียนข่าววกไปวนมา กว่าจะจับสาระข่าวสามบรรทัด ก็เขียนไปครึ่งค่อนหน้า ผมชื่นชอบข่าวจากประชาชาติธุรกิจข่าวนี้ ที่เขียนข่าวเน้นข้อมูล และตรงไปตรงมา จึงไม่ขอดัดแปลงใดๆครับ”

Arkom @ August 18, 2010

GM สร้างศูนย์วิจัยยางประหยัดน้ำมัน

Posted in: Rubber News-ข่าวยางพารา | Comments (0)

Natural Rubber News: GM สร้างศูนย์วิจัยยางประหยัดน้ำมัน

Gerneral Motors (GM) ประกาศลงทุน 5 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ (160 ล้านบาท) สำหรับการสร้างศูนย์วิจัยยางรถยนต์ที่เวอร์จิเนียเทค ซึ่งจะเป็นศูนย์สำหรับงานวิจัยสำหรับนักวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนายางประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ศูนย์วิจัย เวอร์จิเนียเทค ยังจะได้รับเงินสนับสนุนอีก 14 ล้านดอลล่าห์สหรัฐจากมหาวิทยาลัย โดยนาย Tom Dingus (director and principal investigator for the tire center) กล่าวว่า ศูนย์วิจัยแห่งนี้จะเป็นแห่งเดียวในโลกที่จะสามารถวิจัยเพื่อสร้างล้อยางระดับโลก ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

ศูนย์วิจัยแห่งนี้ประกอบด้วยเครื่องวิเคราห์แรงเสียดทานการหมุน ที่ะสามารถสร้างล้อยางที่เพิ่มความปลอดภัยของยานยนต์

และยังมีถนนจำลองที่เรียกว่า Smart Road ความยาว 2.2 ไมล์ เพื่อจำลองสภาวะแวกล้อมทั้ง ฝน หิมะ หมอก รวมถึงสภาวะอากาศที่จะก่อให้เกิดความเสียงบนท้องถนนต่างๆอีกด้วย

ที่มา www.rubberworld.com

อาคม ดาวประทีป (แปล, เรียบเรียง)

Arkom @ August 14, 2010

โยโกฮาม่าได้รับเลือกเป็นล้อยางประจำรถสปอร์ต Cayenne

Posted in: Rubber News-ข่าวยางพารา | Comments (0)

Natural Rubber News: โยโกฮาม่าได้รับเลือกเป็นล้อยางประจำรถสปอร์ต Cayenne

Yokohama Rubber Co., Ltd. ประกาศว่าล้อยางรถสปอร์ตของโยโกฮาม่านั้นได้ผ่านการตรวจสอบคัดเลือกจาก Dr. Ing. H.c.F. Porsche AG เพื่อเป็นอุปกรณืพื้นฐานประจำรถสปอร์ตรุ่นใหม่ prestige SUV “Cayenne.” ซึ่งรถ Cayenne จะเริ่มออกจำหน่ายในปี 2553 นี้

ที่มา www.rubberworld.com

อาคม ดาวประทีป (แปล,เรียบเรียง)

Arkom @ August 13, 2010